ธรรมะ : เปรตกับมด ใครอยู่ภพภูมิที่สูงกว่ากัน
 
 
 
มันเป็นธรรมดานะ มีเกิดมีดับ ตอนนี้มันดับไปแล้ว คลายตัว - (13:39 11/04/11) 
ก็แปลกดี ก่อนเที่ยงโห หนักมาก แต่ตอนนี้มันหายไป - (13:39 11/04/11) 
ก็เป็นธรรมดาของโลก - (13:39 11/04/11) 
แม้แต่ดูถูกแมลงตัวเดียวก็ไม่ควรทีเดียว เพราะสักวันเขาอาจจะมีบุญใหญ่สร้างอะไรที่อัศจรรย์ได้ - (13:43 11/04/11) 
ก็ทราบว่าคนเรานั้นเกิดตายมาแล้วมากมาย อย่าได้ดูถูกกันทีเดียว เพราะถึงแม้วันนี้เขายังไม่ได้สร้างความดีอะไรมาก แต่ว่าวันหน้าเขาอาจจะสร้างได้มากมายอย่างน่าอัศจรรย์ก็ได้ - (13:44 11/04/11) 
ดังนั้นการทรงอารมณ์อุเบกขานั้นดีตรงที่ไม่ต้องไปคิดอิจฉาใคร ทำใจสบายๆ เขาจะดีหรือชั่วมันเรื่องเขา อย่างนี้แหล่ะ - (13:45 11/04/11) 
บางครั้งการตัดสินใจเร็วไปก็อาจจะพลาด ดังนั้นก็ควรพิจารณาให้รอบคอบ - (14:06 11/04/11) 
เช่น สมัยหนึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศล ไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ได้ทรงไม่พอพระทัยที่อุบาสกท่านหนึ่งนั่งอยู่กับพระพุทธเจ้าไม่แสดงความเคารพพระองค์ แต่เพราะว่าอุบาสกท่านนั้นมีความเคารพพระพุทธเจ้ามากไม่กล้าทำความเคารพพระราชา อย่างนี้ก็คือพระราชา คิดไม่รอบคอบ นั้นก็เกิดความเสียหาย - (14:08 11/04/11) 
พอได้ฟังพระพุทธเจ้าบอกว่า อุบาสกท่านนี้เป็นคนมีคุณธรรมและเป็นพระอริยะเจ้าก็เลยหายข้องใจและได้บอกกับอุบาสกท่านนั้น ว่า หากท่านต้องการสิ่งใดโปรดบอก - (14:10 11/04/11) 
นี่พวกเราก็เช่นกัน สิ่งใดก็ตามควรใคร่ครวญให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ หากลงมือทำลงไป อาจจะผิดพลาดได้ - (14:11 11/04/11) 
อย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว แม้แต่แมลงตัวเล็กๆอย่าได้ดูถูกเขา เขาอาจจะทำความดีในอนาคตกาลก็ได้ - (14:14 11/04/11) 
หรือบางทีความดีในอดีตก็เคยมีมาแล้วก็มีเหมือนกัน - (14:14 11/04/12#29$6ndR3B<0 st>
*ใครอยู่ภพภูมิที่สูงกว่ากัน ระหว่างเปรตกับมด* - (14:15 11/04/11) 
ก็ต้องตอบว่ามด เพราะเรียงตามภพภูมิเดรัจฉานสูงกว่า - (14:15 11/04/11) 
เดรัจฉานมีความทุกข์น้อยกว่าเปรต - (14:16 11/04/11) 
แล้วทีนี้เราลองพิจารณาดูว่า เปรตมาขอส่วนบุญ เราเห็นว่าเป็นญาติเราก็อุทิศให้เปรตใช่ไหม - (14:16 11/04/11) 
แล้วถ้ามดมากัดเรา เราจะฆ่าเขาอย่างนั้นหรือ อย่างนี้ก็เท่ากับว่า เราอาจจะได้สังหารญาติเราเองไปก็ได้ เพราะบางท่านก็ทำกรรมอะไรบางอย่างเวียนกลับมาเกิดเป็นมด - (14:17 11/04/11) 
บางทีเห็นพวกมดขนเศษอาหารแล้วก็ให้นึกถึงเปรตเหมือนกัน เพราะมดนี่เรามองเห็นด้วยตาเนื้อ แต่เปรตนี่เห็นด้วยตาใน ก็นึกสงสารว่า โอ้มด นี่มีความทุกข์ แต่ก็น้อยกว่าเปรตน้อ พวกบางพวกก็เป็นมาแล้วหลายกัป - (14:19 11/04/11) 
กว่าจะได้บุญและเปลี่ยนภพไปเป็นเทวดาก็นานแสนนาน อย่างเช่นเปรตบริวารเก่าพระเจ้าพิมพิสารเป็นต้น - (14:20 11/04/11) 
ดังนั้นเราเห็นอย่างนี้แล้วเรายังจะฆ่าสัตว์หรือ เราเห็นภัยเหล่านี้แล้วอย่างนี้ - (14:21 11/04/11) 
คนเราสมัยนี้นั้นหลงใหลกับโลกียะ เสียจนไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้ว่ามีผี มีเทวดา ไม่สนใจเรื่องภพหน้า ภพไหนทั้งหมด มัวเพลินกับ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมารมณ์ไปตามสภาวะกิเลสจะพาไปนั่นแหล่ะ - (14:23 11/04/11) 
ก็เมื่อเป็นอย่างนั้น การเวียนว่ายนั้นอาจจะพาท่านเหล่านั้นไปสู่อบายภูมิ เพราะมัวเพลินเกินไป เลยขาดสรณะอันเป็นที่พึงที่หมายได้ - (14:24 11/04/11) 
จะหาเอาความดีให้เกาะไว้ก็ยากแสนยาก กว่าจะหาใครสักคนมาเทศนาสั่งสอนให้เขาเข้าใจในธรรมก็ปิดทางตัวเองเสีย อย่างนี้แหล่ะ - (14:25 11/04/11) 
ก็มัวเพลินกันไปตามสภาพของตนๆ - (14:25 11/04/11) 
แล้วก็นำพาตนไปอบาย ก็เลยหมดโอกาสทำความดีใหม่ น่าเสียดายที่ชาติก่อน ทำเอาไว้จึงได้มาเกิดเป็นมนุษย์แต่ชาตินี้หลงไปกับโลกียะมากจนไม่มีโอกาสทำความดีกับเขาเอาเลย ก็เลยเป็นแบบนั้น - (14:26 11/04/11) 
พระพุทธเจ้าท่านก็ว่า ท่านเองก็เป็นเพียงผู้บอกทาง ส่วนใครจะทำหรือไม่นั้นก็เรื่องของเขาเอง - (14:27 11/04/11) 
มันก็ขึ้นกับบุญที่เคยได้ร่วม ได้ทำกับบุคคลนั้นมาในภพอดีตนั่นแหล่ะจึงจะส่งผลให้บุญเก่าเกิดดวงตามองเห็นสิ่งที่ควรทำ ไม่ผ่านเลยไป การได้ปฏิบัติใน ทาน ศีล ภาวนา นั้นประเสริฐแท้ - (14:28 11/04/11) 
เพราะว่าคนๆหนึ่งจะมาสนใจ ใส่ใจปฏิบัตินั้นต้องสะสมความดีมาพอสมควร ยากยิ่ง ที่เขาจะเข้าใจและใส่ใจในธรรมนั้น - (14:29 11/04/11) 
ถึงแม้ว่าพวกเราจะปฏิบัติไปแบบอาจจะไม่บรรลุมรรคผล แต่อย่างไรก็ขอให้พ้นอบายภูมิ - (14:30 11/04/11) 
นั้นแหล่ะ ทำไปเหอะ สิ่งนี้สำคัญ เพราะเราไม่รู้ว่า อนาคตกาลนั้นจะเป็นอย่างไร แต่เดาได้เลยว่าถ้าทำดีย่อมได้ผลดี แต่อาจจะไม่ใช่ตอนนี้ จะส่งผลแน่ๆ - (14:31 11/04/11) 
พระพุทธเจ้าเป็นเพียงผู้บอกตามที่ท่านกล่าวไว้ แต่ว่า ผู้บอกอย่างพระพุทธเจ้าหาได้ยาก การที่เราจะไปบอกเหมือนท่านบอกมันต่างกัน - (16:14 11/04/11) 
เราได้นำพระธรรมคำสอนของท่านบอกต่อ อันนี้ก็เป็นสิ่งยากกว่าเสียอีก เพราะเราไม่ได้มีพุทธานุภาพจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร - (16:14 11/04/11) 
ผู้บอกที่ดีก็ควรมิทิพจักขุ สามารถรู้ใจคนได้ระดับหนึ่งว่าเขาสมควรบอกหรือไม่ - (16:15 11/04/11) 
หากคนไหนสมควรจะบอกจึงจะบอก หากวาระไหนไม่สมควรจะบอกก็เงียบเสีย เป็นอย่างนี้ - (16:15 11/04/11) 
เท่าที่ผ่านมา ได้ผ่านประสบการณ์การบอกกล่าวกับผู้คนมากมายนี้ก็เป็นแบบนี้หากว่าสิ่งไหน วาระไหนไม่สมควรพูด ไม่สมควรบอกก็จะเงียบเสีย เพราะถ้าบอกไป ก็เป็นเรื่องทุกที แต่กระนั้นก็มีพลาด ก็มันไปตามกฏแห่งกรรมเช่นกัน - (16:17 11/04/11) 
เช่นบางคนมีความสงสัยมากเกินไป ก็ไม่ควรบอก ควรทำใจเฉยๆไปก่อน เพราะสิ่งที่เขาสงสัยมันมากเกินไป บอกไปก็ไม่ทำให้เขาเกิดศรัทธาขึ้นมาได้ - (16:19 11/04/11) 
ต้องให้เขาพบกับประสบการณ์ของเขาเองก่อนนั่นแหล่ะ - (16:19 11/04/11) 
 
 
 
 
 
 
 

 

 

ธรรมะ : อานิสงส์การร้องเพลงธรรมะ

ถาม - ตอบ 

 

 

ทำไมถึงต้องทำเพลงธรรมะ?

ตอบ--เพราะว่าจริตบางคนชอบเพลง อธิบายธรรมะตรงๆนั้นอาจจะไม่ได้สนใจฟัง ถ้าอธิบายผ่านเพลงก็จะสนใจฟังได้


ทำไมถึงต้องทำเพลงธรรมะออกมามากมาย?

ตอบ--เพราะว่า คนแต่ละคนชอบของแตกต่างกัน เพลงก็เช่นกัน บางคนชอบเพลงนั้น บางคนชอบเพลงนี้ ธรรมะก็เช่นกัน บางคนชอบธรรมะแบบนี้ แบบนั้น แตกต่างกันออกไปตามจริตแต่ละคน จะเห็นว่าพระอรหันต์ท่านบรรลุธรรมก็บรรลุในข้อธรรมะที่ต่างกัน ท่านไหนจับใจเรื่องใดก็จะบรรลุในธรรมแบบนั้น การอธิบายแตกต่างกันก็ทำให้เกิดประโยชน์แบบนี้


การทำเพลงธรรมะจะได้ให้สิ่งใดกับผู้รับฟัง?

ตอบ--ได้ให้ธรรมทานกับผู้ฟัง เพราะเป็นการอธิบายธรรม และเป็นการเจริญอนุสสติแบบต่างๆ มีพุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ จาคานุสสติ สีลานุสสติ เป็นต้น


การให้เพลงธรรมะกับให้หนังสือธรรมะแตกต่างกันไหม?

ตอบ—ก็อาจจะแตกต่างกันแต่ถ้าจุดมุ่งหมายอันเดียวกัน ขึ้นกับจริตผู้รับ ถ้าผู้รับชอบเพลงก็จะเหมาะกับการให้ฟังเพลงธรรมะถ้าผู้รับชอบอ่านก็เหมาะกับให้หนังสือธรรมะ เพลงธรรมะถ้าไม่ได้ฟังก็เหมือนสิ่งที่ไร้ประโยชน์ เช่นกันหนังสือธรรมะที่ไม่มีใครหยิบมาอ่านก็เปล่าประโยชน์เช่นกันถ้าหากมีคนอ่านมีคนฟังย่อมเกิดประโยชน์


ในขณะที่ร้องเพลงและฟังเพลงจะได้อะไรนอกจากสาระธรรมะ?

ตอบ--ได้เจริญกัมมัฏฐานคืออนุสสติ และนอกจากนั้น ก็เหมือนกับการสวดมนต์สรรเสริญพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณเพราะเพลงได้สรรเสริญรัตนะคุณเหล่านี้ไว้แล้วนั้น เมื่อมีการซ้อมร้องเพลง มีฟังเพลงก็เป็นการสรรเสริญพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ เทวดาเทพพรหม ก็ย่อมโมทนา สาธุการตอนนี้ผมกำลังทำเพลงธรรมะ เพื่อแจกจ่ายให้ผู้คนทั่วไปฟังเป็นธรรมทาน เป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา เพลงธรรมะนั้นเป็นเพลงแนวลูกทุ่งเอาทำนองเพลงเก่า ๆ มาเลียนแบบแล้วให้ดาวน์ โหลดกันฟรี ซึ่งเนื้อหานั้นสอดแทรกธรรมะเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็น ทาน ศีล ภาวนา

 

 

 

ประโยชน์ของผู้ฟังเพลงธรรมะ

 

 

1.ได้เจริญกัมมัฏฐานกองใดกองหนึ่งไปในตัว เช่น ฟังเพลงที่กล่าวถึงพระพุทธเจ้าก็จะเป็นการเจริญพุทธานุสสติ ฟังเพลงที่กล่าวถึงเรื่องทาน ก็จะเป็นการเจริญจาคานุสสติ ถ้าตายขณะฟังเพลงเหล่านี้อยู่ย่อมมีโอกาสได้ไปสวรรค์เพราะใจเกาะความดีไว้ในขณะฟังเพลง

2.ได้ความรู้ทางธรรมะของพระพุทธเจ้า

 3.ได้ความเย็นกายเย็นใจให้จิตผ่องใสเบิกบาน


 
 
 
 
 
การรักษาศีลที่หลายคนเข้าใจผิด
 
 
 
เราพบใครลองถามเขาดูว่า เขารักษาศีล ได้กี่ข้อ ไม่ต้องไปถามศีลแปด เอาศีลห้าก็แล้วกัน
ลองดูครับ เจอเพื่อน เราลองถามดู จะกล้าถามหรือเปล่า ถามตัวท่านเองก่อนก็แล้วกัน ว่ามีศีลกี่ข้อ
หลายคน อาจจะบอกว่า มี หนึ่งข้อบ้าง สองข้อบ้าง สามข้อบ้าง ไม่มีสักข้อบ้าง สี่ข้อบ้าง ห้าข้อบ้าง
 
 
 
 
อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา แต่ส่วนใหญ่ ก็อาจจะตอบว่ามีข้อ สองข้อ ทำนองนี้
แต่พวกเขาอาจจะเข้าใจผิดกันไป คิดว่าเขามีศีล แต่จริงๆ เท่าที่ผมพบเห็นมานั้น ส่วนใหญ่ คำตอบเหล่านี้เป็นเท็จ จริงๆแล้วคนทีตอบว่า มีศีลหนึ่งข้อ นั้นไม่มีศีลเลย คนที่ตอบว่ามีสองข้อ ก็ไม่มีศีลเลย และตอบว่ามีสามข้อ ก็ไม่มีศีลเลย เป็นต้น
ต้องว่าส่วนใหญ่เข้าใจผิดกันไปว่าตนเองรักษาศีลได้ แต่จริงๆไม่ได้รักษาศีลสักข้อ
 
 
ทำไมจึงกล่าวว่า ไม่มีศีลเลยสักข้อ อันนี้คือประเด็นที่จะชี้ให้เห็นว่า กล่าวแบบนี้เพราะอะไร 

ก็ต้องถามย้อนว่า ที่ท่านกล่าวว่ามีศีลนั้น ท่านได้สมาทานศีลบ้างไหม ได้ระลึกถึงศีลบ้างไหม

ท่านที่ตอบกลับมาก็ไม่ได้ระลึก ไม่ได้สมาทาน 
แบบนี้ถือว่าไม่มีศีลครับ เพราะว่าศีลต้องตั้งใจก่อน ถ้าไม่ได้ตั้งใจ รักษา ท่านไม่เรียกรักษาศีล ท่านเรียกไม่ละเมิดศีล แต่ไม่ได้ตั้งใจรักษาศีล อานิสงส์ก็แตกต่างกันมาก
 
 
อย่างน้อยวันหนึ่ง เช้ามาหรือเวลาใดก็ตาม ต้องระลึกและบอกกับตนเองว่า ข้าพเจ้าจะรักษาศีล 
ข้อ 1 จะไม่เบียดเบียนชีวิตสัตว์
ข้อ 2 จะไม่เอาของที่เขาไม่ได้ให้
ข้อ 3 จะไม่แย่งคนรักของคนอื่น
ข้อ 4 จะไม่พูดโกหกทำให้เขาเดือดร้อน
ข้อ 5 จะไม่ดื่มสุราของเมา

เหล่านี้ต้องตั้งใจไว้บ่อยๆ อย่างน้อยๆวันหนึ่งก็ควรระลึกไว้ว่าจะตั้งใจทำแบบนี้ เป็นสีลานุสสติกัมมัฏฐาน จริงๆถ้าจะมีศีลควรระลึกถึงศีลบ่อยๆ 
บางคนถามว่าจะใช้บาลีได้ไหม ก็ได้เช่นกัน ภาษาอะไรก็ได้ขอให้ตั้งใจ ว่าจะทำตามนี้ แบบนี้ก็คือสมาทานศีล ไม่จำเป็นต้องอยู่หน้าพระพุทธรูป ที่ไหนก็ได้ กล่าวในใจออกเสียงได้หมด ขอให้ทำด้วยความตั้งใจ เป็นพอ แต่อย่าไปกล่าวออกเสียงบนรถประจำทาง ขสมก . แบบนั้นไม่สมควร เขาจะหาว่าเราบ้าไปแล้ว
เอาเป็นว่า ให้เรารู้ก็แล้วกันว่าเราจะตั้งใจทำสิ่งนี้ ทำบ่อยๆ ระลึกไว้ แบบนี้จะเป็นการตั้งใจทำ จึงถือได้ว่าเป็นผู้รักษาศีล
 
 แล้วจำเป็นไหมต้องให้พระสงฆ์เป็นผู้ให้ศีล อันนี้ไม่จำเป็นเราเองตั้งใจเองได้ แต่ในโอกาสไปวัด เราก็ทำไปตามประเพณี อันนั้นก็ดีอยู่แล้ว จะกราบพระก่อนก็เป็นการระลึกถึงพระคุณท่าน พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ อย่างนี้ก็จะได้อานิสงส์ผลบุญเจริญอนุสสติ ไปด้วย

แต่ว่าสาระสำคัญของศีลคือ อย่างแรกคือตั้งใจทำ แล้วก็ปฏิบัติตามที่ตั้งใจ จึงจะมีผลของการรักษาศีล สีลมัยจึงจะสมบูรณ์ ไม่ใช่ว่าไม่เคยระลึกว่าจะรักษา แบบนั้นจะกล่าวไม่ได้ว่ารักษาศีล

ยกตัวอย่าง คนป่วยกระดิกตัวแทบไม่ได้ นอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล แบบนี้เขาเป็นผู้มีศีลหรือไม่?

หลายท่านอาจจะตอบว่า มี หลายท่านอาจจะตอบว่าไม่มี
เป็นไปได้ทั้งสองอย่าง กล่าวคือ ถ้าเขาได้ตั้งใจสมาทานศีลระลึกว่าข้าพเจ้าจะรักษาศีลห้า
ข้อ 1 จะไม่เบียดเบียนชีวิตสัตว์
ข้อ 2 จะไม่เอาของที่เขาไม่ได้ให้
ข้อ 3 จะไม่แย่งคนรักของคนอื่น
ข้อ 4 จะไม่พูดโกหกทำให้เขาเดือดร้อน
ข้อ 5 จะไม่ดื่มสุราของเมา

แบบนี้เขาจะเป็นผู้มีศีล
แต่หากว่าเขาไม่ได้สมาทานศีลหรือพูดง่ายๆก็คือเขาไม่ได้ตั้งใจจะรักษาศีลด้วยความเคารพ เขาจะเป็นผู้ไม่มีศีล
เพียงแต่เขาไม่ได้ละเมิดศีล เพราะโอกาสไม่เอื้อจะให้ละเมิดเท่านั้นเอง ซึ่งอานิสงส์ แตกต่างกันมาก
ระหว่างการรักษาศีล กับการไม่ได้ละเมิดศีลแบบนี้

ดูอย่างอานันทเศรษฐีไม่ได้ตั้งใจรักษาศีล แต่ท่านก็ไม่ได้ละเมิดศีล ไม่ฆ่าใคร ไม่เอาของใคร ไม่แย่งคนรักใคร ไม่พูดโกหกอะไร ไม่ดื่มสุราของเมา แต่ไม่ได้ตั้งใจว่าจะไม่ละเมิด คือไม่สมาทานศีล ท่านก็ได้อานิสงส์มาเกิดเป็นมนุษย์เหมือนกัน แต่ว่าอานิสงส์นี้น้อย เกิดเป็นเด็กในท้องหญิงขอทาน หน้าตาเหมือนปีศาจคลุกฝุ่น คำนี้คงจะประมาณว่า หน้าตาไม่ดี ไม่หล่อ อะไรทำนองนั้นแหล่ะ
นี่ก็คืออานิสงส์การไม่ได้รักษาศีล เพียงไม่ละเมิดศีล

 
 
บางคนคิดว่าไม่ได้สั่งฆ่าก็กินอาหารนั้นแล้วไม่ผิดศีล
ข้อนี้ต้องระวังเพราะบางคนนั้นเข้าใจผิดกันไป
สัตว์ที่กินแล้วผิดศีลตามพระพุทธเจ้าตรัสมีอยู่สี่อย่าง
๑.สัตว์ที่เห็นเขาฆ่า ๒. สัตว์ที่ได้ยินเขาฆ่า ๓. สัตว์ที่เขาจงใจฆ่าให้ฉัน ๔.สัตว์ที่เลี้ยงไว้เอง

และนอกจากนี้ก็ยังสัตว์ที่พระพุทธเจ้าห้ามฉันอีก 10 ชนิดเพราะชาวบ้านติเตียน
๑)มนุษย์ ๒)ช้าง ๓)ม้า ๔)สุนัข ๕)งู ๖)ราชสีห์ ๗)เสือโคร่ง ๘)เสือเหลือง ๙)หมี ๑๐)เสือดาว

แต่พวกเราเป็นคนธรรมดาไม่ได้บวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ อย่างน้อยก็ควรทำตามสี่ข้อบนคือ สัตว์ที่เรากินนั้นต้องไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่จงใจฆ่าเพื่อเรา ไม่เป็นสัตว์ที่เลี้ยงไว้เอง
แต่ว่าลองพิจารณาให้ดี ข้อเลี้ยงไว้เองนี่ก็คือถ้าฆ่าแล้วกิน แบบนี้ก็ผิดแน่ 

แต่ถ้าเขาตายเอง ไม่มีใครฆ่า แบบนั้นก็ไม่ผิดศีล

ลองมาศึกษาดูหลายๆกรณี

เราไปตลาด ไปสั่งแม่ค้าฆ่าปลาแล้วเราก็ซื้อ แบบนี้ย่อมไม่พ้นความผิด
เราไปกินข้าวนอกบ้าน เพื่อนสั่งอาหารที่เขายังไม่ได้ฆ่ามาก่อนเช่นสั่งกุ้งเผา ปลาเผา
ประเภทเมื่อเราสั่งแล้วเขาก็ไปตักเอาในอ่างน้ำ แล้วก็นำไปฆ่าแล้วก็ปรุง แบบนี้เราก็ไม่รอดความผิดไปได้ ศีลย่อมขาด
บางคนอ้างว่า ไม่ได้สั่ง นั่งรอกิน แบบนี้ก็ไม่รอดความผิดไปได้ เพราะจะเป็นการรับรู้แล้วว่าเขาฆ่าสัตว์นั้น รู้อยู่เห็นอยู่ ได้ยินอยู่ แบบนี้ไม่รอดความผิด

เมนูอาหารที่เราทราบว่าเขาต้องเอา อาหารที่ไม่ตายมาปรุง เช่นกุ้งเต้น ส้มตำปูม้า เมนูเหล่านี้หากว่า เราสั่งก็ย่อมศีลขาด แต่ถ้าเมนูส้มตำปูม้า หากจะถามว่าปูม้านี้เขาแช่แข็งไว้ ไม่ได้ฆ่าตรงนั้น มันตายมาก่อนแล้ว แบบนี้ก็รอดความผิด เพราะไม่ได้สั่งฆ่า แม้เราจะไม่กิน ก็ต้องมีคนอื่นกิน ไม่ได้เป็นความผิดฆ่าเขา

การทำความสะอาดบ้านเรือน อันนี้ก็เสียงต่อผิดศีล
ต้องใช้ความระมัดระวัง และปัญญาที่เรามีจัดการให้ดี

การปัดกวาดใยแมงมุม ถ้าเราเห็นตัวแมงมุมเราปัดใย แล้วเป็นเหตุให้แมงมุมนั้นตาย
เท่านี้เราก็ผิดศีลข้อ 1 ไปแล้ว ก็ต้องพิจารณาในการทำความสะอาดบ้านเรือนว่าจะทำอย่างไรให้ไม่ผิดศีล 
ปลวก มด แมลง เหล่านี้ก็ต้องหาทางที่ไม่ได้ฆ่าเขา เพื่อให้เขาหนีไป
เคยอ่านเจอจะมีสมุนไพรไล่ ไม่ใช่การฆ่า วิธีนี้ก็จะช่วยไม่ให้ผิดศีลได้
แต่สมุนไพรตัวไหน ผมก็จำไม่ได้
ก็ลองใช้ปัญญาพิจารณาดูว่าควรทำอย่างไร


การดายหญ้า ขุดดิน เหล่านี้ก็ต้องระวังให้ดีเรื่องศีลข้อ 1 อาจจะผิดได้ ขุดดินนี่ระวังยาก เพราะว่ามันจะไปโดนพวกสัตว์ในดินได้ การดายหญ้าก็เช่นกัน แต่ให้ทำใจว่า สิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่เราไม่ทำก็คงไม่ทำมาหากินอะไรอีกแล้ว ดังนั้นการขุดดินนี้ยากที่รักษาศีลข้อ 1 ได้ พระพุทธเจ้าจึงห้ามพระภิกษุสงฆ์ขุดดิน เพราะมันจะฆ่าสัตว์ได้

การเผาหญ้า ทำให้ศีลข้อ1 ขาด
ส่วนการดายหญ้าแล้วกองเอาไว้ เป็นปุ๋ยนั้นเป็นสิ่งที่ควรกว่าคือการนำไปเผา หากเราเผาแล้วย่อมมีแมลงในหญ้าตายได้ พระวินัยห้ามพระสงฆ์ก่อไฟ ถ้าไม่เป็นไข้ ก็เพราะเหตุนี้
หากก่อไฟ เช่นเผาหญ้า ย่อมฆ่าสัตว์ จะเห็นว่าวัดที่ปฏิบัติเคร่งครัดพระวินัย ท่านจะไม่มีการเผาหญ้า จะเก็บกวาดไปรวมๆไว้เป็นปุ๋ยหมัก หรือกลบโคนต้นไม้ก็ว่ากันไป แต่จะไม่มีการเผา
 
 
 
 
เพลง อทินนาทานา เวรมณี
 
 
 
การหยิบขนมหรือของกินเพื่อนที่ไม่ได้อนุญาตไว้มากิน ให้ระวัง ผิดศีลข้อสอง

ข้อนี้ผู้รักษาศีลควรหมั่นคิดพิจารณาว่า สิ่งนี้ไม่ควร
คือบางทีเราอาจจะคิดว่า สนิทกัน พอเขาเอาขนมหรือของอะไรมาวางไว้กินได้เราก็กินเลย โดยยังไม่รู้ว่าเขาอนุญาตไว้หรือยัง ต้องพยายามถามเขา หรือรอให้เขาอนุญาตก่อน
เพราะว่าหากเราถือความสนิท ศีลของเราก็จะขาดไป พร่องไป เพราะว่าในบางทีเขาอาจจะไม่ได้ซื้อมาเพื่อให้เรากิน อาจจะนำไปฝากคนอื่นก็ได้ ดังนั้นจะหิวแค่ไหนก็ให้อดทน
รอสักหน่อย ว่าเขาอนุญาตหรือยัง
หากว่ายัง ก็ไม่ควรกินสิ่งนั้น

สิ่งนี้มีบางคนไปเดินห้าง เวลาซื้อผลไม้ แพงๆ นิยมหยิบ 1 ชิ้นชิม ทั้งที่เขาไม่ได้เขียนบอกว่า ให้ชิมได้ แบบนี้ก็เข้าข่ายขโมย หรืออทินนาทาน แต่ถ้าเขาจัดไว้ให้ชิมอันนั้นก็จึงจะชิมได้ แม้เขาเขียนไว้ว่าผลไม้แพง กรุณาอย่าชิม ก็ยังมีคนละเมิด แบบนั้นก็ยิ่งผิดเต็มๆ อย่างนี้ศีลข้อนี้ก็คงจะไม่มีสำหรับคนๆนั้น

การหยิบของใช้ในสำนักงานมาใช้ส่วนตัวที่บ้านก็เป็นอทินนาทานได้เช่นกัน เช่นว่า หยิบกระดาษมาพิมพ์ที่บ้าน
พิมพ์ภาพสี เพื่อนำมาใส่กรอบรูปหรือเก็บไว้ที่บ้านแบบนี้ก็เข้าข่ายอทินนาทาน
ลองคิดดูว่าบริษัท หรือหน่วยงานที่เราทำงาน ต้องซื้อหาสิ่งเหล่านั้นแล้วเรานำมาใช้ที่บ้านอันนี้ก็ต้องเป็นอทินนาทาน
ควรระวัง สิ่งนี้เพราะหลายๆคนไม่ได้สนใจเรื่องเหล่านี้นัก
 
 
 
 
ลองมาพิจารณาถึงศีลข้อ 3 การไม่แย่งคนรักของคนอื่น
คนรักในที่นี้หลายๆคนอาจจะเข้าใจไปว่า แย่งคนรักที่เป็นภรรยา สามี แต่เพียงเท่านั้น แต่ในศีลข้อนี้ ไม่ใช่แค่เพียงเท่านั้น การแย่งคนรัก รวมถึงแย่งลูกของคนอื่นมาเป็นลูกของเรา แย่งคนใช้คนอื่นมาเป็นคนใช้ของเรา ล้วนแต่แย่งคนรักทั้งนั้น

หลายคนที่ศีลข้อนี้ทำได้ไม่เต็มที่เพราะได้แย่งคนรักของพ่อแม่ นั่นคือการหนีตามกันไป หรือไม่ก็อยู่กินกันแบบไม่ได้แต่งงานแบบให้ผู้ใหญ่ได้รับรู้ คืออยู่กินกันเฉยๆ ไม่มีใครรับรู้ 
การอยู่กินกันก่อนแต่งโดยผู้ใหญ่ไม่ได้รับรู้นั้นถือว่าละเมิดศีลข้อนี้ ดังนั้นใครที่ไม่ได้แต่งงาน แล้วอยู่กินกันก่อนแต่ง และพ่อแม่ไม่ได้อนุญาตก่อน แบบนี้ถือว่าละมิดศีลข้อนี้
ถ้าจะให้ดีควรจัดพิธี ให้พ่อแม่รับรู้ถึงจะสมควร ถ้าไม่มีเงินก็ควรจะทำให้พ่อแม่ท่านอนุญาตจัดพิธีเล็กๆก็ได้ขอให้พ่อแม่ อนุญาต แต่ถ้าไม่ได้อนุญาตแล้วจะอยู่กินกันไป ศีลก็ย่อมไม่อาจจะ บริสุทธิ์ได้

การแย่งลูกของเขามาเป็นลูกของเรา ศีลข้อนี้ก็ย่อมขาดเช่นกัน
การแย่งลูกน้อง บริวาร พยายามเสนอเงินเดือนให้ดีกว่าเพื่อจะได้แย่งคนๆนั้นมาเป็นลูกน้องเรา แบบนี้ก็เข้าข่ายผิดศีลข้อนี้เช่นกัน

บางคนคิดว่า การแย่งคนรักที่เขาไม่ได้แต่ง นั้นไม่ผิด ก็ลองพิจารณาเอาว่า คนรักนี่ก็เขารัก แล้วเขามีคนรับรู้เห็น แล้วเขาก็มีความหวงคนรัก เราไปแย่งคนรักนั้น ก็ย่อมไม่พ้นความผิดไปได้
 
 
 
ศีลข้อสี่ การไม่พูดโกหกให้คนอื่นเดือดร้อน

เรื่องนี้หลายคนเข้าใจว่า ต้องพูดความจริงทุกอย่าง
ความจริงบางอย่างนั้นอาจจะไม่จำเป็นต้องพูด เพราะว่ามีโทษ
เช่นว่า หมอบอกคนไข้ว่า คุณตายแน่ แทนที่คนไข้อาจจะอยู่ต่อได้อีกสักระยะ ก็อาจจะตายทันที
หรือความจริงที่อาจจะทำให้คนอื่นได้รับความลำบาก หรือเดือดร้อน ก็ต้องพิจารณาว่าสมควรหรือไม่ เช่นว่า มีการไล่ฆ่ากันผ่านมา เขามาถามเราที่เห็นคนวิ่งหนี แบบนี้ถ้าหากเรา บอกทางให้คนๆนั้นไปฆ่าเขาได้ เราก็โทษ เป็นต้น บางทีต้องรักษาประโยชน์ให้เขา
ดูตัวอย่างพระพุทธเจ้า ท่านรักษาประโยชน์ให้พระนันทะ 
เรื่องราวคร่าวๆ ในสมัยโน้น ก็คือ พระนันทะบวชในพระพุทธศาสนาโดยเกรงพระทัย พระพุทธองค์ซึ่งเป็นพระเชษฐา หรือเรียกง่ายๆว่า พี่ชาย เกรงใจพี่ชายมาก เดินตามพระพุทธเจ้า เพื่ออุ้มบาตร ตอนเสร็จงานแต่ง เพิ่งแต่งงานสดๆร้อนๆ แต่ว่า ท่านก็อยากจะลาสิกขา ไปหาภรรยา ที่เพิ่งแต่งงานกัน พระพุทธเจ้าก็พาท่านไปดูนางฟ้าบนสวรรค์ ก็เลยได้เห็นว่านางฟ้าบนสวรรค์สวยกว่า ภรรยาที่เพิ่งแต่งงาน เปรียบภรรยาเหมือนลิงแก่ แล้วพระพุทธองค์ก็ให้อุบายว่า ถ้าท่านปฏิบัติตามที่พระพุทธองค์สอน เจริญวิปัสสนาตามที่พระพุทธตรัส ก็จะมีสิทธิ์ได้นางฟ้า
พระนันทะ ก็เชื่อและทำตาม สุดท้ายบรรลุมรรคผล พอพระพุทธองค์ถามว่ายังอยากได้นางฟ้าอยู่ไหม เมื่อบรรลุอรหันต์แล้วก็ไม่อยากได้นางฟ้าอีก
อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านกล่าว ให้อุบายกับพระนันทะ แบบนี้เขาเรียกว่า รักษาประโยชน์ ไม่ได้ผิดศีลข้อสี่แต่ประการใด ดังนั้นในบางครั้ง ก็ต้องรักษาประโยชน์ให้เขา เป็นการเจริญเมตตา 
เช่นว่า เพื่อนถามว่า เขาแต่งตัวสวยไหม หากเราตอบความจริงเกินไป ก็อาจจะทำให้เขาเสียกำลังใจ ก็อาจจะต้องมีชมบ้าง ทำให้เขาได้มีกำลังใจ เด็กๆไม่ยอมเข้านอน ก็อาจจะต้องมีการหลอก อะไรบางอย่างให้เข้านอน แบบนี้ก็เป็นการรักษาประโยชน์
แต่พึงระวังว่า อย่าได้โกหกทุกเรื่อง แบบนี้จะทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ ไม่ใช่การรักษาประโยชน์ รักษาประโยชน์เฉพาะเรื่องที่จำเป็นจริงๆ เรื่องไหนควรกล่าวความจริงก็ควรกล่าว
เพราะเจตนาเรา โกหกเพื่อให้เขาเสียประโยชน์ก็ไม่สมควร เช่น โกหกว่า เจอแฟนเขาควงคนใหม่ อยู่ในตลาด ทั้งที่ไม่มีมูล ทำให้เขาเสียใจเล่นๆ แล้วค่อยบอกว่า ล้อเล่น แบบนี้จะทำให้ท่าน เสียความน่าเชื่อถือ จะพูดอะไรก็ไม่ค่อยมีใครเชื่อท่าน เพราะโกหกเป็นประจำ
 
 

 

 

 

ธรรมะ ถาม-ตอบ : การถวายสังฆทาน


 

การถวายสังฆทาน

การถวายสังฆทานคือการถวายทานเพื่อพระภิกษุสงฆ์ส่วนรวมไม่เจาะจงรูปใดรูปหนึ่ง มีพระสงฆ์ตั้งแต่ ๔ รูปเป็นต้นไป

การถวายสังฆทานนั้น ไม่จำเป็นต้องกล่าวคำถวายสังฆทานก็ได้ หากแต่การถวายทานนั้นไม่ได้เจาะจงพระภิกษุที่รับทานก็ย่อมเป็นสังฆทาน

เช่นการถวาย อาหารพระที่วัดมีพระสงฆ์มากกว่า ๔ รูปมารับอาหารนั้น ก็ถือว่าเป็นการถวายสังฆทาน

การถวายสังฆทานนั้นมีอานิสงส์มากกว่าถวายแบบเจาะจง (ปาฏิปุุคคลิกทาน)

 


คำกล่าวถวายสังฆทาน

ตั้งนะโมสามจบ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธธัสสะ” (๓ จบ)

อิมานิ มยํ ภนฺเต ภตฺตานิ สปริวารานิ ภิกขุสงฺฆสฺส โอโณชยาม
สาธุ โน ภนฺเต ภิกฺขุ สังโฆ อิมานิ ภตฺตานิ สปริวารานิ ปฏิคฺคณฺหาตุ
อมฺหากํ ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขายฯ


กล่าวคำแปล

 
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวาย ซึ่งภัตตาหาร กับของที่เป็นบริวารทั้งหลายเหล่านี้แด่พระสงฆ์
ขอพระสงฆ์ จงรับ ซึ่งภัตตาหาร กับของที่เป็นบริวารทั้งหลายเหล่านี้
เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนานเทอญ

 

 

 

ถาม  : จำเป็นหรือไม่ที่การถวายสังฆทานต้องมีพระรับสังฆทานตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป?

ตอบ : ไม่จำเป็น เพราะว่าบางทีเราไปถวายทานที่วัด คณะสงฆ์ ได้จัดตัวแทนพระสงฆ์มารับสังฆทานก็ถือว่าเป็นการรับสังฆทานได้เช่นกัน

แต่ทานที่รับไปพระสงฆ์ที่รับไปจะไปใช้เองไม่ได้ จะต้องประชุมสงฆ์เพื่อจัดการกับทานนั้น

หรือกรณีถวายทานที่เป็นสลากภัต แม้พระที่รับทานของเราจะมีรูปเดียว ก็ถือว่าเป็นสังฆทานเช่นกัน เพราะไม่ได้ระบุเจาะจงรูปใดรูปหนึ่ง

 

 

 

ถาม : การถวายรองเท้าแตะขณะที่พระบิณฑบาตรสมควรหรือไม่?

ตอบ : ไม่สมควร เพราะว่าขณะพระบิณฑบาตร ท่านจะไม่สวมรองเท้า จะเป็นภาระในการนำกลับวัด

พระสงฆ์เวลาบิณฑบาตรจะไม่สวมรองเท้า ถ้าเราไปถวายรองเท้าเวลานั้นจะทำให้พระมีความลำบาก

หากจะถวายก็ควรมีเด็กวัดเดินมาด้วย เพื่อให้นำของเหล่านั้นกลับไป พระสงฆ์ที่รับสังฆทานนั้นจะได้ไม่ลำบาก

 
________________________________________________________________

 

 

ธรรมะ ถาม - ตอบ : การกรวดน้ำอุทิศบุญ

 
 
 

การอุทิศบุญจำเป็นต้องใช้น้ำหรือไม่?

การกรวดน้ำเป็นธรรมเนียมของพราหมณ์ เวลาพราหมณ์จะยกของให้ใครก็เทน้ำลงไปบนฝ่ามือของผู้นั้น

ในสมัยพุทธกาล พระเจ้าพิมพิสาร ถวายพระเวฬุวันแด่พระพุทธเจ้าก็เทน้ำลงบนพระหัตพระพุทธเจ้า

พระโพธิสัตว์ให้ทานลูกสองคนกับพราหมณ์ชูชกก็รินน้ำลงบนมือชูชก เป็นธรรมเนียมการให้ของพราหมณ์

หากเราไม่มีน้ำก็ให้ตั้งใจให้กับญาติก็พอ ไม่จำเป็นต้องมีน้ำก็สามารถอุทิศบุญให้ญาติได้เพียงตั้งใจให้ก็พอ

ให้รู้ลมหายใจเข้าออกทรงอาณาปานุสติไว้เสมอ แล้วก็อุทิศบุญที่เราทำให้กับคนที่เราจะให้แบบนี้ก็ใช้ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำเทก็ได้ แต่หากว่า เขาเตรียมขวดน้ำมาให้แล้วก็ควรสนองศรัทธาเขาหน่อย ไม่ปฏิเสธที่ทำเทน้ำ เดี๋ยวจะทำให้เสียน้ำใจ เมื่อเขาเสียน้ำใจก็ความปลื้มใจก็ลดไปบุญที่เกิดก็จะลดลงไป

อย่างนี้ก็ให้รักษาน้ำใจเขาก็ควรใช้น้ำตามที่เขาให้มา

 

ไปที่วัดจะเห็นว่า การกรวดน้ำนี่ใช้มือจับต่อๆกันเพื่อว่ากลัวว่าจะไม่ได้บุญ อันนี้ไม่เกี่ยวกัน

บุญเกิดแล้วเพียงเรายินดีก็เกิดบุญแล้ว บุญไม่ได้ส่งผ่านการแตะกันต่อๆไปเหมือนที่เราคิดกัน

ถ้าจะเกิดแบบนั้นก็เกิดได้หากว่าเราร่วมกันยกของ ลากของ อันนี้บุญย่อมเกิดจากการช่วยกันนั้น

แต่นี่แค่แตะเพื่อจะกรวดน้ำไม่มีผล อันนี้หลวงพ่อจรัล ฐิตธัมโม วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี แนะนำว่า

ให้เรายกมือพนมแล้วตั้งใจอุทิศบุญจะดูสวยงามกว่าการเอามือแตะๆต่อกัน

แต่ในสถานการณ์จริงบางทีเราไปเจอเขาทำๆกันเราต้องตามน้ำไปอย่าไปขัดใจเขา มันจะทำให้ทะเลาะกันใจจะหมอง เมื่อใจหมองมันก็ทำให้ขัดบุญเขา ดังนั้นสิ่งไหนที่เขาต้องการให้ทำก็ทำไป เช่นการที่เขาเตรียมน้ำมาให้ก็กรวดน้ำไป หรือพระบางรูปท่านบอกให้เราไปหาน้ำมาก็ไม่ต้องไปขัดท่าน ก็ไปหาน้ำมาให้หมดเรื่องหมดราวกันไป ถ้าขัดท่านว่าไม่จำเป็นต้องใช้น้ำหรอก แบบนี้ก็ทำให้ท่านหมองได้ อะไรที่ขัดคอกันให้หลีกเลี่ยง

 

คุณมานะ คำยัง

๒๘ กันยายน ๒๕๕๓

________________________________________________________________

 

ถาม: ภพภูมิไหนบ้างที่แผ่เมตตาอุทิศบุญแล้วสามารถรับบุญกุศลนั้นได้?

ตอบ : การแผ่เมตตานั้นพระท่านให้แผ่ออกไปกว้างๆ ให้ทุกภพภูมิ ตามที่พบเห็นจากประสบการณ์และคำบอกเล่าครูอาจารย์ การแผ่เมตตานั้นสามารถครอบคลุมไปได้ทุกภพภูมิ

ก็ขึ้นกับบุญกุศลผู้แผ่ไป และผู้รับจะพอมีบุญรับได้แค่ไหนด้วย

 

 

ถาม: คนที่ช่วยประเคนของที่เราถวายทาน จะมาแย่งบุญกุศลเราหรือไม่?

ตอบ : เรื่องการแย่งบุญนั้น ไม่มีการแย่งเกิดขึ้น บุญไม่ใช่สิ่งของอะไรที่เราจะไปแย่งเอาได้ บุญที่เขามาช่วยยกประเคนของนั้นเกิดขึ้นกับคนที่ช่วยเอง

ส่วนเราผู้ถวายย่อมได้อานิสงส์ เต็ม ไม่ต้องกลัวใครมาแย่งบุญ บุญที่เขาได้ก็ได้จากการขวนขวายรับใช้ และการโมทนาบุญ

 

 

ถาม: เราออกเงินฝากให้คนไปซื้อของไปถวายพระสงฆ์ แต่เราไม่ได้ถวายเอง เราจะได้บุญเต็มหรือไม่?

ตอบ : ได้บุญเต็มเหมือนกัน คนที่เขารับไปถวายให้เขาก็ได้เหมือนกันแต่ว่า ได้จากโมทนาบุญ และการขวนขวายรับใช้ (เวยยาวัจจมัย)

 

 

ถาม: การเก็บก้อนหินที่วัดมาสมควรหรือไม่?

ตอบ : ไม่สมควร เป็นการนำของสงฆ์มา เป็นบาปหนักถึงขั้นอาจจะตกนรกได้ หรือบางทีก็อาจจะเป็นเปรตได้ จากประสบการณ์เคยพบเปรตท่านหนึ่งเพียงแต่เอาดินเปรี้ยวที่วัดมาผสมยา นิดเดียว ก็เป็นเปรตได้แล้ว ของสงฆ์ไม่ควรแตะ หากได้มาไม่ถูกต้องควรงดเว้น


ถาม: เก็บใบโพธิ์ในวัดมาบูชาสมควรหรือไม่?

ตอบ : ไม่ควร หากเราเก็บใบไม้ในวัดมาบูชา นั้นถือว่านำของสงฆ์ออกมาโดยไม่ถูกต้อง หากทางวัดได้ให้บูชาด้วยเงินแบบนั้นถือว่าผ่านขั้นตอนถูกแล้วนำมาได้

แต่ถ้าเราเก็บใบโพธิ์ที่วัดมา ถือว่าขโมยของสงฆ์อย่าอ้างว่าบอกเทวดาแล้ว อย่าพยายามหาความถูกต้องแบบนั้น ก็จะเป็นการขโมยของสงฆ์

บางคนไปเที่ยวพุทธคยา เก็บเอาใบโพธิ์มาบูชา แล้วดีใจกันมาก ลองคิดดูว่าใบโพธิ์เราไม่ได้อนุญาติจากคณะสงฆ์เรานำมาเองโดยพละการ ย่อมถือว่าเป็นการขโมยของสงฆ์ ดังนั้น วัตถุเหล่านี้เป็นของนอกกาย ไม่สามารถนำไปได้เวลาเราตายลง จงอย่ายึดถือเอาสิ่งของที่ไม่ใช่ของเราเลย คำสอนพระพุทธเจ้าเราไม่ขโมยของใครนั้นแหล่ะที่ควรจะทำมากกว่า การนำมาเพื่อเป็นที่ระลึกก็จริงอยู่แต่ควรมีการทำอย่างถูกต้องตามคณะสงฆ์ประชุมกัน

 


ถาม: ที่บ้านมีผีออกมาหลอกผู้คนเยอะอาจจะเกิดจากสิ่งใด?

ตอบ : อาจจะเกิดขึ้นได้หลายอย่าง

1) อาจจะเกิดจากสัมภเวสีหรือพวกเปรตเขาต้องการบุญกุศล เลยมาหลอกหลอนให้เราทำบุญไปให้เขา

2) อาจจะเป็นเทวดารักษาสถานที่บางทีสถานที่นั้น เป็นสถานที่มีวัตถุมีค่าเช่นมีพระธาตุอยู่ด้านล่าง อาจจะเป็นวัดเก่ามาหลายร้อยปีแล้ว

อาจจะมีสมบัติสำคัญอะไรบางอย่าง เทวดาท่านก็มารักษา แปลงกายเป็นรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัว ให้คนไม่กล้าไปสถานที่นั้น

 

 

ถาม: เปรตเท่านั้นจริงหรือที่ได้รับบุญกุศลที่เราอุทิศให้?

ตอบ : ในพระไตรปิฎกนั้นมีผู้คนกล่าวว่าพวกเปรตที่เรียกว่าปรัตทัตตูปชีวีเปรตเท่านั้นที่ได้บุญจากการอุทิศของเรา อันนี้น่าจะมีการเข้าใจผิดอะไรบางอย่าง

เพราะว่าในพระสูตรก็ขัดแย้งกันเอง จะเห็นว่าพระเจ้าพิมพิสารถวายทานแล้วอุทิศให้เปรต ที่เคยรู้จักกันมาก่อนในอดีตชาติ แต่ว่าพออุทิศให้กลายเป็นเทวดาแล้วไม่มีเสื้อผ้าใส่แล้วจากนั้น ก็ได้ถวายจีวรอุทิศให้อีกจึงมีเสื้อผ้าใส่ แสดงว่าเทวดาก็ย่อมมีโอกาสได้รับบุญกุศลที่เราอุทิศไปเช่นกัน คำกล่าวที่ว่า มีปรัตทัตตูปชีวิเปรต เท่านั้นที่ได้รับอันนี้คงจะเข้าใจคลาดเคลื่อนกันไป เปรต 12 จำพวก ที่ได้รับนั้นมีพวกเดียวที่ชื่อปรัตตูปชีวีเปรต แต่อีก 11 จำพวกนั้นไม่มีโอกาสได้รับ

จะเห็นว่าครูบาอาจารย์ได้เล่าให้ฟังว่า เทวดาก็โมทนาบุญแล้วสว่างไสวกันไป มีัรัศมีกายสว่างขึ้นมีตัวอย่างหลายๆท่าน ไม่ว่าจะเป็นหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ หลวงปู่เณรคำ

และอีกหลายๆท่านก็ได้เล่าเรื่องเทวดาโมทนาบุญแล้วรัศมีกายสว่างขึ้น และยังมีเรื่องนางสะอิ้งระลึกชาติได้ ที่เล่าโดยหลวงพ่อจรัล ฐิตธัมโม วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี อันนี้เป็นเรื่องที่่นางสะอิ้งตกนรก สามีเก่าทำบุญอุทิศไปให้ก็ได้รับ และลดโทษลงมา เรื่องเล่านี้ลองไปอ่านกันดู จะเห็นว่า การอุทิศบุญนั้น สามารถไปถึงได้หมด หากว่าบุญพอ ขึ้นกับว่า บุญกุศลนั้นจะส่งไปถึงและผู้รับจะมีโอกาสนั้น ใช้กรรมเก่าหมดหรือยัง เท่าที่ผมเข้าใจ ก็ขึ้นกับว่า บุญเก่าของเขาและความเกี่ยวเนื่องกับคนๆนั้นว่ามีความสัมพันธ์กันแค่ไหน อย่างพ่อแม่ในนรก อาจจะได้รับกุศลจากลูกที่บวช ถ้าหากว่า พ่อแม่นั้นใช้กรรมใกล้หมดแล้ว กุศลของลูกจะช่วยให้พ่อแม่พ้นนรกได้

 


ถาม: จำเป็นต้องมีศาลพระภูมิไว้หน้าบ้านหรือไม่?

ตอบ : ไม่จำเป็นต้องมี แต่การมีศาลเป็นการแสดงความเคารพ บ้านไหนมีอย่าคิดว่างมงาย เทวดามีอยู่จริง แต่บางเรื่องขอให้เทวดาช่วยไม่ได้เพราะเกินกฏแห่งกรรม

 


ถาม: สัตว์เดรัจฉานทำบุญได้หรือไม่?

ตอบ : เดรัจฉานทำบุญได้ มีให้เห็นตัวอย่างหลายท่าน เช่นช้างที่ช่วย มฆมาณพ ก็ได้ไปเกิดเป็นเอราวัณเทพบุตร

ช้างปาลิเลยยกะ ทำการอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า สุนัขที่เห่าหอนรักษาพระปัจเจกพุทธเจ้า ไปเกิดเป็นโฆษกเทพบุตร

ค้างคาว 500 ท่าน ฟังธรรม ไปเกิดยังดาวดึงส์ แล้วลงมาเกิดเป็นชาวประมงค์ แล้วมาบวชในสำนักของพระสารีบุตร จากนั้นบรรลุอรหันต์

และมีตัวอย่างจากประสบการณ์สุนัขนอนฟังธรรมะ พอตายไปเกิดยังดาวดึงส์ก็มีหลายท่าน

เดรัจฉานทำบุญได้ก็จริง แต่ทำได้ยาก หากเราจะไม่เกิดเป็นเดรัจฉานก็ย่อมจะดีกว่า เกิดเป็นมนุษย์ ซึ่งแปลว่าผู้มีใจสูงควรตั้งมั่น อยู่ใน ทาน ศีล ภาวนา เพื่อให้เกิดบุญกุศลเพื่อไปยังภพภูมิที่ดีๆ อย่าได้สร้างอกุศลกรรม หากตายไป อาจจะอายสัตว์เดรัจฉาน ที่เขาไปเป็นเทวดา หากเราเป็นมนุษย์กลับตกนรก ก็ย่อมอายสัตว์เดรัจฉาน

 

________________________________________________________________

บทความโดย คุณมานะ คำยัง

3 ตุลาคม 2553

ที่มา : http://www.cosmicnirvana.com/home/modules/content/index.php?id=89