การรักษาศีล


 

การทำบุญด้วยการรักษาศีล

การรักษาศีลนั้นมีอานุภาพมากกว่าการให้ทาน ดังนั้นเราควรมีการรักษาศีลเพื่อให้ได้บุญมากขึ้นไปอีก

แต่ไม่ใช่ว่าเราจะมีแต่การรักษาศีลอย่างเดียวไม่มีการให้ทาน ควรมีทั้ง ทาน ศีล สมาธิภาวนา

บางคนมักจะมองข้ามไปเกี่ยวกับการรักษาศีลว่าเป็นพวกเคร่งเกินไป ก็เลยเข้าใจกันไปว่า การทำบุญคือการให้ทานอย่างเดียว

หลายๆคนมักจะบอกว่าการทำบุญคือการไปที่วัดแล้วถวายอาหารพระ ถ้าเข้าใจแบบนั้นก็คือเข้าใจเรื่องการทำบุญน้อยเกินไป

การทำบุญนั้น นอกจากจะให้ทานแล้ว บุญที่ใหญ่กว่าการให้ทานคือการรักษาศีล

การรักษาศีลจะทำให้การให้ทานนั้นมีอานิสงส์มากขึ้นไปอีก กล่าวคือการให้ทานโดยไม่มีศีลบุญที่ได้จะไม่เต็มที่เท่ากับการมีศีลแล้วให้ทาน

เพราะองค์ประกอบการให้ทานที่ดีคือ

๑) วัตถุทานบริสุทธิ์

๒)เจตนาบริสุทธิ์

๓)บุคคลบริสุทธิ์

จะเห็นว่าหากวัตถุทานบริสุทธิ์ เจตนาบริสุทธิ์ ผู้ให้ทานบริสุทธิ์ ผู้รับทานบริสุทธิ์ อานิสงส์การให้ทานย่อมได้มาก

เมื่อเป็นอย่างนี้จะเห็นว่า หากเราไม่รักษาศีลแล้วเป็นผู้ให้ทาน ทานนั้นย่อมได้อานิสงส์ไม่มากเท่ากับการที่เรามีศีลและให้ทาน

หากทานนั้นผู้มีศีลดีให้ และผู้มีศีลดีรับทานนั้น อานิสงส์ย่อมสมบูรณ์

การรักษาศีล ๕ ไม่ได้เคร่งเกินไป เป็นหนึ่งในทางสายกลางที่พระพุทธเจ้าท่านสอน แต่หลายคนมักจะมองว่าใครรักษาศีล ๕ เป็นคนเคร่งเกินไป

คำว่าเคร่งเกินไปในทางพุทธศาสนานั้นเป็นเรื่องของการทรมานตนต่างๆ อดอาหารจนผอม การกลั้นลมหายใจ และการทุกกรกิริยาต่างๆ พวกนี้คือเคร่งเกินไป

การรักษาศีล ไม่ใช่เป็นการเคร่งเกินไป แต่เป็นเรื่องปกติของคนดีเขาทำกัน ฆราวาสสามารถรักษาได้ คือศีล ๕ เป็นปกติ หมายถึงทำได้ทุกวัน

หากเรากำลังใจเข้มข้นก็ให้รักษาศีล ๕ เป็นปกติทุกวัน เพื่อจะเป็นปัจจัยไปสู่ภพภูมิที่ดี

การรักษาศีล จะทำให้เราแผ่เมตตา อุทิศบุญไปให้ดวงจิต ทั่วสากลได้ง่าย  เพราะว่าการแผ่เมตตา ย่อมประกอบด้วยศีล หากเราไม่มีศีล เมตตาเราย่อมขาดไป

เพราะว่าเมตตามีอยู่ในศีลทุกข้อ ถ้าเรามีเมตตากับเขา เราจึงไม่ฆ่าเขา ถ้าเรามีเมตตากับเขาเราก็ไม่ขโมยของเขา ถ้าเรามีเมตตาเขาเราย่อมไม่แย่งคนรักเขา ถ้าเรามีเมตตาเขาเราย่อมไม่พูดให้เขาเสียประโยชน์ หากเรามีเมตตากับเรา เราย่อมไม่ดื่มสุราของมึนเมาทำให้เราเสียสติ สัมปชัญญะ

สำหรับฆราวาส เรารักษาศีล ๕ เป็นปกติ และรักษาศีลอุโบสถตามโอกาส วันพระ หรือโอกาสที่ตั้งใจจะรักษา ถ้าเป็นแม่ชีก็รักษาศีล ๘ ถ้าเป็นสามเณรก็รักษาศีล ๑๐ เป็นพระก็รักษาศีล ๒๒๗

ศีลเป็นปัจจัยให้เกิดความสุข ศีลเป็นปัจจัยให้เกิดโภคทรัพย์ ศีลเป็นปัจจัยให้ถึงมรรคผลนิพพาน เราควรรักษาศีลกันเถิด

________________________________________________________________

บทความโดย คุณมานะ คำยัง

๓ ตุลาคม ๒๕๕๓

 ที่มา : http://www.cosmicnirvana.com/home/modules/content/index.php?id=85

 
 
 

Comment

Comment:

Tweet