การทำสมาธิ


  

การทำบุญด้วยการเจริญสมาธิภาวนา

 
หลายคนเข้าใจว่าการทำบุญด้วยวิธีเจริญสมาธิภาวนานั้นทำได้ยากมากเพราะว่าไม่มีเวลา พอพูดเรื่องการเจริญสมาธิภาวนานั้นจะนึกถึงการนั่งหลับตา แต่จริงๆแล้วการเจริญสมาธิภาวนานั้นไม่จำเป็นต้องหลับตาเสมอไป สมาธินั้นทำได้ทั้งลืมตาและหลับตา ไม่จำเป็นต้องนั่งท่าขัดสมาธิ จะนั่งท่าไหนก็เป็นสมาธิได้ ทำได้ทั้ง ยืน นอน นั่ง เดิน วิ่งก็สามารถทำสมาธิได้  ทำได้ทุกท่าทาง ทำได้ทุกอริยาบท

 
      การเจริญสมาธิภาวนานั้นมีสองแบบ
          ๑) การเจริญสมถะภาวนาคือการจดจ่ออารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง เพื่อให้จิตสงบ
          ๒) การเจริญวิปัสสนาภาวนา คือการพิจารณาไตรลักษณ์ การเกิดขึ้น ตั้้งอยู่ ดับไป

 
      การเจริญสมถะภาวนานั้นมีหลายวิธี ตามที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ก็มีถึง ๔๐ แบบ แต่ก็อาจจะมีนอกเหนือจาก ๔๐ แบบนั้นได้อีก ส่วนการเจริญวิปัสสนานั้น มีหลายวิธีเช่นกัน เช่นการพิจารณาร่างกาย พิจารณาให้เห็นว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ของเราเราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีมีในเรา เราเกิดมาแล้วก็มีวันตายได้ คนเราทุกคนตายทุกคน ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้าตลอดกาลตลอดสมัย ตราบใดที่ยังมีร่างกายอยู่ เราย่อม มีความเจ็บ ความแก่ ความตาย เกิดขึ้นอย่างนี้เสมอ การที่เราเจริญสมาธิภาวนา เราเพียงเจริญกองใดกองหนึ่งไว้ตลอดเท่าที่เราจะนึกได้ เช่นการเจริญอาณาปานุสสติ รู้ลมหายใจเข้าออก ลมหายใจเข้าให้รู้อยู่ว่าลมหายใจเข้า ลมหายใจออกให้รู้ว่าลมหายใจออก ลมหายใจกระทบปลายจมูกรู้ เดินไปไหนมาไหนให้รู้อยู่ตามรู้ว่ามีลมหายใจอยู่ ไม่บังคับให้ลมหายใจสั้น ไม่บังคับให้ลมหายใจยาว ปล่อยให้ลมหายใจไปตามสภาพของมัน เราก็เพียงตามรู้ ตามดูลมหายใจ แบบนี้ก็เป็นการเจริญสมถะภาวนาอย่างหนึ่งทำให้จิตใจสงบ บางคนอาจจะเจริญสมาธิอย่างอื่นร่วมด้วย เช่นเจริญกสิณแสงสว่างเดินไปไหนมาไหนก็นึกถึงแสงสว่างเป็นดวงไฟอยู่ในตรงจุดใดจุดหนึ่ง เช่นมีดวงไฟสว่างๆอยู่กลางหน้าอก แบบนี้ก็เป็นการเจริญอาณาปานุสสติควบอาโลกกสิณ

 
     บางคนก็อาจจะเจริญพุทธานุสสติ ควบอาณาปานุสสติ คือจับภาพพระไว้ในใจ ไปไหนมาไหนก็นึกภาพพระพุทธรูปไว้เอาภาพพระพุทธรูปที่ชอบใจสักองค์หนึ่ง เ่ช่นนึกภาพพระพุทธชินราช และรู้ลมหายใจเข้าออกไว้ัเสมอๆ ก็เป็นการเจริญสมถะภาวนาสองกองควบกัน บางคนก็เจริญภาพพระเป็นสีต่างๆกัน ก็จะเป็นการเจริญกสิณสีต่างๆไปด้วย เช่นนึกถึงภาพพระสีขาว ก็จะเป็นการเจริญกสิณสีขาว หรือเรียกกันว่าโอทาตกสิณ ควบพุทธานุสสติ คือนึกภาพพระพุทธรูป และแถมด้วยควบอาณาปานุสสติ รู้ลมหายใจเข้าออก แบบนี้จิตจะว่างจากกิเลสจังหวะที่เราเจริญสมถะนั้นจะเห็นว่าจิตจดจ่ออยู่กับภาพกสิณ จดจ่ออยู่กับ ลมหายใจ จะทำให้เราไม่ต้องคิดในเรื่อง โลภะ โทสะ โมหะ อย่างนี้ก็ทำให้เกิดบุญกุศลที่สว่างไสวแผ่ไปทั่วสากลพิภพได้เมื่อเรามีกำลังสมาธิตั้งมั้่นอยู่ในสมถะภาวนาแล้วก็ให้นำร่างกายมาพิจารณาร่างกายนี้ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกายร่างกายไม่มีในเราเราจะเห็นว่าร่างกายนี้เกิดมาก็ต้องมีทุกข์ เกิดมาต้องทำมาหากิน ต้องดิ้นรนหากินตามสภาพแต่ละคน  สุดท้ายแล้วร่างกายนี้มันก็จะต้องตาย คนเราเกิดมาตายทุกคน ร่างกายนี้เรารักมันมากมันก็ยังดันทิ้งเราอยู่ดีในที่สุด ดังนั้น  เราจะไม่ยึดติดในร่างกายของเรา ไม่ยึดติดในร่างกายของบุคคลอื่น ไม่ยึดติดในทรัพย์สินเงินทอง พอมาถึงตรงนี้หลายคนจะบอกว่า เออ...เงินทรัพย์สินเงินทองเอามาให้หมดไม่ต้องใช้้ เอามาให้ฉันซะ  เธอละได้หมดจงเอาเงินมาให้ฉัน ทรัพย์สินอื่นๆก็ยกให้ฉันให้หมดจริงๆแล้วเราไม่ต้องถึงขั้นเอาเงินสละให้คนอื่นๆหมดหรอกถ้าเรายังไม่บวชก็ต้องใช้เงินทำอะไรๆหลายอย่าง จำเป็นต้องใช้เงินและทรัพย์สินอื่นๆอยู่การทำงานต้องใช้ทรัพย์ต่างๆอยู่ เพียงแต่ว่าเราพิจารณาให้ไว้เสมอๆว่าร่างกายเรานี้ ร่างกายบุึึคคลอื่น ทรัพย์สินเงินทองต่างๆ ไม่ใช่ของเราหากว่าเราตายเมื่อไร ร่างกายนี้ก็ไม่ใช่ของเรา ทรัพย์สินเงินทองต่างๆก็ไม่ใช่ของเราต่อไปอีก พิจารณาให้เห็นอย่างนี้เรื่อยๆก็จะทำให้จิตใจสว่างไสวการทำบุญนั้น ทาน ศีล ภาวนาจะต้องมีทั้งสามอย่าง


     ทานเป็นปัจจัยให้ตัดความโลภ  

 
     ศีลเป็นปัจจัยให้ตัดความโกรธ

 
     สมาธิภาวนาเป็นปัจจัยให้ตัดความหลง

 
________________________________________________________________

บทความโดย คุณมานะ คำยัง
๓ ตุลาคม ๒๕๕๓

ที่มา : http://www.cosmicnirvana.com/home/modules/content/index.php?id=86

 

Comment

Comment:

Tweet