การรักษาศีลที่หลายคนเข้าใจผิด
 
 
 
เราพบใครลองถามเขาดูว่า เขารักษาศีล ได้กี่ข้อ ไม่ต้องไปถามศีลแปด เอาศีลห้าก็แล้วกัน
ลองดูครับ เจอเพื่อน เราลองถามดู จะกล้าถามหรือเปล่า ถามตัวท่านเองก่อนก็แล้วกัน ว่ามีศีลกี่ข้อ
หลายคน อาจจะบอกว่า มี หนึ่งข้อบ้าง สองข้อบ้าง สามข้อบ้าง ไม่มีสักข้อบ้าง สี่ข้อบ้าง ห้าข้อบ้าง
 
 
 
 
อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา แต่ส่วนใหญ่ ก็อาจจะตอบว่ามีข้อ สองข้อ ทำนองนี้
แต่พวกเขาอาจจะเข้าใจผิดกันไป คิดว่าเขามีศีล แต่จริงๆ เท่าที่ผมพบเห็นมานั้น ส่วนใหญ่ คำตอบเหล่านี้เป็นเท็จ จริงๆแล้วคนทีตอบว่า มีศีลหนึ่งข้อ นั้นไม่มีศีลเลย คนที่ตอบว่ามีสองข้อ ก็ไม่มีศีลเลย และตอบว่ามีสามข้อ ก็ไม่มีศีลเลย เป็นต้น
ต้องว่าส่วนใหญ่เข้าใจผิดกันไปว่าตนเองรักษาศีลได้ แต่จริงๆไม่ได้รักษาศีลสักข้อ
 
 
ทำไมจึงกล่าวว่า ไม่มีศีลเลยสักข้อ อันนี้คือประเด็นที่จะชี้ให้เห็นว่า กล่าวแบบนี้เพราะอะไร 

ก็ต้องถามย้อนว่า ที่ท่านกล่าวว่ามีศีลนั้น ท่านได้สมาทานศีลบ้างไหม ได้ระลึกถึงศีลบ้างไหม

ท่านที่ตอบกลับมาก็ไม่ได้ระลึก ไม่ได้สมาทาน 
แบบนี้ถือว่าไม่มีศีลครับ เพราะว่าศีลต้องตั้งใจก่อน ถ้าไม่ได้ตั้งใจ รักษา ท่านไม่เรียกรักษาศีล ท่านเรียกไม่ละเมิดศีล แต่ไม่ได้ตั้งใจรักษาศีล อานิสงส์ก็แตกต่างกันมาก
 
 
อย่างน้อยวันหนึ่ง เช้ามาหรือเวลาใดก็ตาม ต้องระลึกและบอกกับตนเองว่า ข้าพเจ้าจะรักษาศีล 
ข้อ 1 จะไม่เบียดเบียนชีวิตสัตว์
ข้อ 2 จะไม่เอาของที่เขาไม่ได้ให้
ข้อ 3 จะไม่แย่งคนรักของคนอื่น
ข้อ 4 จะไม่พูดโกหกทำให้เขาเดือดร้อน
ข้อ 5 จะไม่ดื่มสุราของเมา

เหล่านี้ต้องตั้งใจไว้บ่อยๆ อย่างน้อยๆวันหนึ่งก็ควรระลึกไว้ว่าจะตั้งใจทำแบบนี้ เป็นสีลานุสสติกัมมัฏฐาน จริงๆถ้าจะมีศีลควรระลึกถึงศีลบ่อยๆ 
บางคนถามว่าจะใช้บาลีได้ไหม ก็ได้เช่นกัน ภาษาอะไรก็ได้ขอให้ตั้งใจ ว่าจะทำตามนี้ แบบนี้ก็คือสมาทานศีล ไม่จำเป็นต้องอยู่หน้าพระพุทธรูป ที่ไหนก็ได้ กล่าวในใจออกเสียงได้หมด ขอให้ทำด้วยความตั้งใจ เป็นพอ แต่อย่าไปกล่าวออกเสียงบนรถประจำทาง ขสมก . แบบนั้นไม่สมควร เขาจะหาว่าเราบ้าไปแล้ว
เอาเป็นว่า ให้เรารู้ก็แล้วกันว่าเราจะตั้งใจทำสิ่งนี้ ทำบ่อยๆ ระลึกไว้ แบบนี้จะเป็นการตั้งใจทำ จึงถือได้ว่าเป็นผู้รักษาศีล
 
 แล้วจำเป็นไหมต้องให้พระสงฆ์เป็นผู้ให้ศีล อันนี้ไม่จำเป็นเราเองตั้งใจเองได้ แต่ในโอกาสไปวัด เราก็ทำไปตามประเพณี อันนั้นก็ดีอยู่แล้ว จะกราบพระก่อนก็เป็นการระลึกถึงพระคุณท่าน พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ อย่างนี้ก็จะได้อานิสงส์ผลบุญเจริญอนุสสติ ไปด้วย

แต่ว่าสาระสำคัญของศีลคือ อย่างแรกคือตั้งใจทำ แล้วก็ปฏิบัติตามที่ตั้งใจ จึงจะมีผลของการรักษาศีล สีลมัยจึงจะสมบูรณ์ ไม่ใช่ว่าไม่เคยระลึกว่าจะรักษา แบบนั้นจะกล่าวไม่ได้ว่ารักษาศีล

ยกตัวอย่าง คนป่วยกระดิกตัวแทบไม่ได้ นอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล แบบนี้เขาเป็นผู้มีศีลหรือไม่?

หลายท่านอาจจะตอบว่า มี หลายท่านอาจจะตอบว่าไม่มี
เป็นไปได้ทั้งสองอย่าง กล่าวคือ ถ้าเขาได้ตั้งใจสมาทานศีลระลึกว่าข้าพเจ้าจะรักษาศีลห้า
ข้อ 1 จะไม่เบียดเบียนชีวิตสัตว์
ข้อ 2 จะไม่เอาของที่เขาไม่ได้ให้
ข้อ 3 จะไม่แย่งคนรักของคนอื่น
ข้อ 4 จะไม่พูดโกหกทำให้เขาเดือดร้อน
ข้อ 5 จะไม่ดื่มสุราของเมา

แบบนี้เขาจะเป็นผู้มีศีล
แต่หากว่าเขาไม่ได้สมาทานศีลหรือพูดง่ายๆก็คือเขาไม่ได้ตั้งใจจะรักษาศีลด้วยความเคารพ เขาจะเป็นผู้ไม่มีศีล
เพียงแต่เขาไม่ได้ละเมิดศีล เพราะโอกาสไม่เอื้อจะให้ละเมิดเท่านั้นเอง ซึ่งอานิสงส์ แตกต่างกันมาก
ระหว่างการรักษาศีล กับการไม่ได้ละเมิดศีลแบบนี้

ดูอย่างอานันทเศรษฐีไม่ได้ตั้งใจรักษาศีล แต่ท่านก็ไม่ได้ละเมิดศีล ไม่ฆ่าใคร ไม่เอาของใคร ไม่แย่งคนรักใคร ไม่พูดโกหกอะไร ไม่ดื่มสุราของเมา แต่ไม่ได้ตั้งใจว่าจะไม่ละเมิด คือไม่สมาทานศีล ท่านก็ได้อานิสงส์มาเกิดเป็นมนุษย์เหมือนกัน แต่ว่าอานิสงส์นี้น้อย เกิดเป็นเด็กในท้องหญิงขอทาน หน้าตาเหมือนปีศาจคลุกฝุ่น คำนี้คงจะประมาณว่า หน้าตาไม่ดี ไม่หล่อ อะไรทำนองนั้นแหล่ะ
นี่ก็คืออานิสงส์การไม่ได้รักษาศีล เพียงไม่ละเมิดศีล

 
 
บางคนคิดว่าไม่ได้สั่งฆ่าก็กินอาหารนั้นแล้วไม่ผิดศีล
ข้อนี้ต้องระวังเพราะบางคนนั้นเข้าใจผิดกันไป
สัตว์ที่กินแล้วผิดศีลตามพระพุทธเจ้าตรัสมีอยู่สี่อย่าง
๑.สัตว์ที่เห็นเขาฆ่า ๒. สัตว์ที่ได้ยินเขาฆ่า ๓. สัตว์ที่เขาจงใจฆ่าให้ฉัน ๔.สัตว์ที่เลี้ยงไว้เอง

และนอกจากนี้ก็ยังสัตว์ที่พระพุทธเจ้าห้ามฉันอีก 10 ชนิดเพราะชาวบ้านติเตียน
๑)มนุษย์ ๒)ช้าง ๓)ม้า ๔)สุนัข ๕)งู ๖)ราชสีห์ ๗)เสือโคร่ง ๘)เสือเหลือง ๙)หมี ๑๐)เสือดาว

แต่พวกเราเป็นคนธรรมดาไม่ได้บวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ อย่างน้อยก็ควรทำตามสี่ข้อบนคือ สัตว์ที่เรากินนั้นต้องไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่จงใจฆ่าเพื่อเรา ไม่เป็นสัตว์ที่เลี้ยงไว้เอง
แต่ว่าลองพิจารณาให้ดี ข้อเลี้ยงไว้เองนี่ก็คือถ้าฆ่าแล้วกิน แบบนี้ก็ผิดแน่ 

แต่ถ้าเขาตายเอง ไม่มีใครฆ่า แบบนั้นก็ไม่ผิดศีล

ลองมาศึกษาดูหลายๆกรณี

เราไปตลาด ไปสั่งแม่ค้าฆ่าปลาแล้วเราก็ซื้อ แบบนี้ย่อมไม่พ้นความผิด
เราไปกินข้าวนอกบ้าน เพื่อนสั่งอาหารที่เขายังไม่ได้ฆ่ามาก่อนเช่นสั่งกุ้งเผา ปลาเผา
ประเภทเมื่อเราสั่งแล้วเขาก็ไปตักเอาในอ่างน้ำ แล้วก็นำไปฆ่าแล้วก็ปรุง แบบนี้เราก็ไม่รอดความผิดไปได้ ศีลย่อมขาด
บางคนอ้างว่า ไม่ได้สั่ง นั่งรอกิน แบบนี้ก็ไม่รอดความผิดไปได้ เพราะจะเป็นการรับรู้แล้วว่าเขาฆ่าสัตว์นั้น รู้อยู่เห็นอยู่ ได้ยินอยู่ แบบนี้ไม่รอดความผิด

เมนูอาหารที่เราทราบว่าเขาต้องเอา อาหารที่ไม่ตายมาปรุง เช่นกุ้งเต้น ส้มตำปูม้า เมนูเหล่านี้หากว่า เราสั่งก็ย่อมศีลขาด แต่ถ้าเมนูส้มตำปูม้า หากจะถามว่าปูม้านี้เขาแช่แข็งไว้ ไม่ได้ฆ่าตรงนั้น มันตายมาก่อนแล้ว แบบนี้ก็รอดความผิด เพราะไม่ได้สั่งฆ่า แม้เราจะไม่กิน ก็ต้องมีคนอื่นกิน ไม่ได้เป็นความผิดฆ่าเขา

การทำความสะอาดบ้านเรือน อันนี้ก็เสียงต่อผิดศีล
ต้องใช้ความระมัดระวัง และปัญญาที่เรามีจัดการให้ดี

การปัดกวาดใยแมงมุม ถ้าเราเห็นตัวแมงมุมเราปัดใย แล้วเป็นเหตุให้แมงมุมนั้นตาย
เท่านี้เราก็ผิดศีลข้อ 1 ไปแล้ว ก็ต้องพิจารณาในการทำความสะอาดบ้านเรือนว่าจะทำอย่างไรให้ไม่ผิดศีล 
ปลวก มด แมลง เหล่านี้ก็ต้องหาทางที่ไม่ได้ฆ่าเขา เพื่อให้เขาหนีไป
เคยอ่านเจอจะมีสมุนไพรไล่ ไม่ใช่การฆ่า วิธีนี้ก็จะช่วยไม่ให้ผิดศีลได้
แต่สมุนไพรตัวไหน ผมก็จำไม่ได้
ก็ลองใช้ปัญญาพิจารณาดูว่าควรทำอย่างไร


การดายหญ้า ขุดดิน เหล่านี้ก็ต้องระวังให้ดีเรื่องศีลข้อ 1 อาจจะผิดได้ ขุดดินนี่ระวังยาก เพราะว่ามันจะไปโดนพวกสัตว์ในดินได้ การดายหญ้าก็เช่นกัน แต่ให้ทำใจว่า สิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่เราไม่ทำก็คงไม่ทำมาหากินอะไรอีกแล้ว ดังนั้นการขุดดินนี้ยากที่รักษาศีลข้อ 1 ได้ พระพุทธเจ้าจึงห้ามพระภิกษุสงฆ์ขุดดิน เพราะมันจะฆ่าสัตว์ได้

การเผาหญ้า ทำให้ศีลข้อ1 ขาด
ส่วนการดายหญ้าแล้วกองเอาไว้ เป็นปุ๋ยนั้นเป็นสิ่งที่ควรกว่าคือการนำไปเผา หากเราเผาแล้วย่อมมีแมลงในหญ้าตายได้ พระวินัยห้ามพระสงฆ์ก่อไฟ ถ้าไม่เป็นไข้ ก็เพราะเหตุนี้
หากก่อไฟ เช่นเผาหญ้า ย่อมฆ่าสัตว์ จะเห็นว่าวัดที่ปฏิบัติเคร่งครัดพระวินัย ท่านจะไม่มีการเผาหญ้า จะเก็บกวาดไปรวมๆไว้เป็นปุ๋ยหมัก หรือกลบโคนต้นไม้ก็ว่ากันไป แต่จะไม่มีการเผา
 
 
 
 
เพลง อทินนาทานา เวรมณี
 
 
 
การหยิบขนมหรือของกินเพื่อนที่ไม่ได้อนุญาตไว้มากิน ให้ระวัง ผิดศีลข้อสอง

ข้อนี้ผู้รักษาศีลควรหมั่นคิดพิจารณาว่า สิ่งนี้ไม่ควร
คือบางทีเราอาจจะคิดว่า สนิทกัน พอเขาเอาขนมหรือของอะไรมาวางไว้กินได้เราก็กินเลย โดยยังไม่รู้ว่าเขาอนุญาตไว้หรือยัง ต้องพยายามถามเขา หรือรอให้เขาอนุญาตก่อน
เพราะว่าหากเราถือความสนิท ศีลของเราก็จะขาดไป พร่องไป เพราะว่าในบางทีเขาอาจจะไม่ได้ซื้อมาเพื่อให้เรากิน อาจจะนำไปฝากคนอื่นก็ได้ ดังนั้นจะหิวแค่ไหนก็ให้อดทน
รอสักหน่อย ว่าเขาอนุญาตหรือยัง
หากว่ายัง ก็ไม่ควรกินสิ่งนั้น

สิ่งนี้มีบางคนไปเดินห้าง เวลาซื้อผลไม้ แพงๆ นิยมหยิบ 1 ชิ้นชิม ทั้งที่เขาไม่ได้เขียนบอกว่า ให้ชิมได้ แบบนี้ก็เข้าข่ายขโมย หรืออทินนาทาน แต่ถ้าเขาจัดไว้ให้ชิมอันนั้นก็จึงจะชิมได้ แม้เขาเขียนไว้ว่าผลไม้แพง กรุณาอย่าชิม ก็ยังมีคนละเมิด แบบนั้นก็ยิ่งผิดเต็มๆ อย่างนี้ศีลข้อนี้ก็คงจะไม่มีสำหรับคนๆนั้น

การหยิบของใช้ในสำนักงานมาใช้ส่วนตัวที่บ้านก็เป็นอทินนาทานได้เช่นกัน เช่นว่า หยิบกระดาษมาพิมพ์ที่บ้าน
พิมพ์ภาพสี เพื่อนำมาใส่กรอบรูปหรือเก็บไว้ที่บ้านแบบนี้ก็เข้าข่ายอทินนาทาน
ลองคิดดูว่าบริษัท หรือหน่วยงานที่เราทำงาน ต้องซื้อหาสิ่งเหล่านั้นแล้วเรานำมาใช้ที่บ้านอันนี้ก็ต้องเป็นอทินนาทาน
ควรระวัง สิ่งนี้เพราะหลายๆคนไม่ได้สนใจเรื่องเหล่านี้นัก
 
 
 
 
ลองมาพิจารณาถึงศีลข้อ 3 การไม่แย่งคนรักของคนอื่น
คนรักในที่นี้หลายๆคนอาจจะเข้าใจไปว่า แย่งคนรักที่เป็นภรรยา สามี แต่เพียงเท่านั้น แต่ในศีลข้อนี้ ไม่ใช่แค่เพียงเท่านั้น การแย่งคนรัก รวมถึงแย่งลูกของคนอื่นมาเป็นลูกของเรา แย่งคนใช้คนอื่นมาเป็นคนใช้ของเรา ล้วนแต่แย่งคนรักทั้งนั้น

หลายคนที่ศีลข้อนี้ทำได้ไม่เต็มที่เพราะได้แย่งคนรักของพ่อแม่ นั่นคือการหนีตามกันไป หรือไม่ก็อยู่กินกันแบบไม่ได้แต่งงานแบบให้ผู้ใหญ่ได้รับรู้ คืออยู่กินกันเฉยๆ ไม่มีใครรับรู้ 
การอยู่กินกันก่อนแต่งโดยผู้ใหญ่ไม่ได้รับรู้นั้นถือว่าละเมิดศีลข้อนี้ ดังนั้นใครที่ไม่ได้แต่งงาน แล้วอยู่กินกันก่อนแต่ง และพ่อแม่ไม่ได้อนุญาตก่อน แบบนี้ถือว่าละมิดศีลข้อนี้
ถ้าจะให้ดีควรจัดพิธี ให้พ่อแม่รับรู้ถึงจะสมควร ถ้าไม่มีเงินก็ควรจะทำให้พ่อแม่ท่านอนุญาตจัดพิธีเล็กๆก็ได้ขอให้พ่อแม่ อนุญาต แต่ถ้าไม่ได้อนุญาตแล้วจะอยู่กินกันไป ศีลก็ย่อมไม่อาจจะ บริสุทธิ์ได้

การแย่งลูกของเขามาเป็นลูกของเรา ศีลข้อนี้ก็ย่อมขาดเช่นกัน
การแย่งลูกน้อง บริวาร พยายามเสนอเงินเดือนให้ดีกว่าเพื่อจะได้แย่งคนๆนั้นมาเป็นลูกน้องเรา แบบนี้ก็เข้าข่ายผิดศีลข้อนี้เช่นกัน

บางคนคิดว่า การแย่งคนรักที่เขาไม่ได้แต่ง นั้นไม่ผิด ก็ลองพิจารณาเอาว่า คนรักนี่ก็เขารัก แล้วเขามีคนรับรู้เห็น แล้วเขาก็มีความหวงคนรัก เราไปแย่งคนรักนั้น ก็ย่อมไม่พ้นความผิดไปได้
 
 
 
ศีลข้อสี่ การไม่พูดโกหกให้คนอื่นเดือดร้อน

เรื่องนี้หลายคนเข้าใจว่า ต้องพูดความจริงทุกอย่าง
ความจริงบางอย่างนั้นอาจจะไม่จำเป็นต้องพูด เพราะว่ามีโทษ
เช่นว่า หมอบอกคนไข้ว่า คุณตายแน่ แทนที่คนไข้อาจจะอยู่ต่อได้อีกสักระยะ ก็อาจจะตายทันที
หรือความจริงที่อาจจะทำให้คนอื่นได้รับความลำบาก หรือเดือดร้อน ก็ต้องพิจารณาว่าสมควรหรือไม่ เช่นว่า มีการไล่ฆ่ากันผ่านมา เขามาถามเราที่เห็นคนวิ่งหนี แบบนี้ถ้าหากเรา บอกทางให้คนๆนั้นไปฆ่าเขาได้ เราก็โทษ เป็นต้น บางทีต้องรักษาประโยชน์ให้เขา
ดูตัวอย่างพระพุทธเจ้า ท่านรักษาประโยชน์ให้พระนันทะ 
เรื่องราวคร่าวๆ ในสมัยโน้น ก็คือ พระนันทะบวชในพระพุทธศาสนาโดยเกรงพระทัย พระพุทธองค์ซึ่งเป็นพระเชษฐา หรือเรียกง่ายๆว่า พี่ชาย เกรงใจพี่ชายมาก เดินตามพระพุทธเจ้า เพื่ออุ้มบาตร ตอนเสร็จงานแต่ง เพิ่งแต่งงานสดๆร้อนๆ แต่ว่า ท่านก็อยากจะลาสิกขา ไปหาภรรยา ที่เพิ่งแต่งงานกัน พระพุทธเจ้าก็พาท่านไปดูนางฟ้าบนสวรรค์ ก็เลยได้เห็นว่านางฟ้าบนสวรรค์สวยกว่า ภรรยาที่เพิ่งแต่งงาน เปรียบภรรยาเหมือนลิงแก่ แล้วพระพุทธองค์ก็ให้อุบายว่า ถ้าท่านปฏิบัติตามที่พระพุทธองค์สอน เจริญวิปัสสนาตามที่พระพุทธตรัส ก็จะมีสิทธิ์ได้นางฟ้า
พระนันทะ ก็เชื่อและทำตาม สุดท้ายบรรลุมรรคผล พอพระพุทธองค์ถามว่ายังอยากได้นางฟ้าอยู่ไหม เมื่อบรรลุอรหันต์แล้วก็ไม่อยากได้นางฟ้าอีก
อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านกล่าว ให้อุบายกับพระนันทะ แบบนี้เขาเรียกว่า รักษาประโยชน์ ไม่ได้ผิดศีลข้อสี่แต่ประการใด ดังนั้นในบางครั้ง ก็ต้องรักษาประโยชน์ให้เขา เป็นการเจริญเมตตา 
เช่นว่า เพื่อนถามว่า เขาแต่งตัวสวยไหม หากเราตอบความจริงเกินไป ก็อาจจะทำให้เขาเสียกำลังใจ ก็อาจจะต้องมีชมบ้าง ทำให้เขาได้มีกำลังใจ เด็กๆไม่ยอมเข้านอน ก็อาจจะต้องมีการหลอก อะไรบางอย่างให้เข้านอน แบบนี้ก็เป็นการรักษาประโยชน์
แต่พึงระวังว่า อย่าได้โกหกทุกเรื่อง แบบนี้จะทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ ไม่ใช่การรักษาประโยชน์ รักษาประโยชน์เฉพาะเรื่องที่จำเป็นจริงๆ เรื่องไหนควรกล่าวความจริงก็ควรกล่าว
เพราะเจตนาเรา โกหกเพื่อให้เขาเสียประโยชน์ก็ไม่สมควร เช่น โกหกว่า เจอแฟนเขาควงคนใหม่ อยู่ในตลาด ทั้งที่ไม่มีมูล ทำให้เขาเสียใจเล่นๆ แล้วค่อยบอกว่า ล้อเล่น แบบนี้จะทำให้ท่าน เสียความน่าเชื่อถือ จะพูดอะไรก็ไม่ค่อยมีใครเชื่อท่าน เพราะโกหกเป็นประจำ
 
 

Comment

Comment:

Tweet